ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ New Democracy Movement - NDM

บางความตายถูกกลบฝังให้หลงลืม

บางความตายถูกกลบฝังให้หลงลืม

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ตัวเลขการอัตวินิบาตกรรมของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งรวบรวมเอาไว้โดยศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายแห่งชาติ อยู่ที่ 3,612 คน และดูทิศทางที่จะมีอัตราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยตัวเลขล่าสุดของปี 2558 ระบุว่ามีคนไทยฆ่าตัวตายไปแล้วทั้งสิ้น 4,205 คน

 

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าสังคมไทยให้คุณค่ากับการฆ่าตัวตายไว้ว่าอย่างไร ไม่รู้ว่าสังคมไทยยังมองเห็นการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาของสังคมอยู่หรือไม่ เรายังมองเห็นว่าการฆ่าตัวตายคือการกระทำของคนขี้ขลาดเพื่อหนีปัญหาอยู่เปล่า แต่สำหรับผม ผมเลิกคิดว่าการฆ่าตัวตาย หรืออัตวินิบาตกรรมคือความขี้ขลาดไปตั้งนานแล้ว หลังจากที่เริ่มสนใจการเมือง และพบกับเรื่องของชายที่ชื่อ “นวมทอง ไพรวัลย์” เพราะเขาฆ่าตัวตายเพื่อลบคำสบประมาทของรองโฆษก คมช. พันเอก อัคร ทิพโรจน์ ที่บอกว่า

 

“ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”

 

ในคืนวันที่ 31 ต.ค. 2549 บริเวณสะพานลอย ถนนวิถาวดี ด้านหน้าสำนักงานสำนักพิมพ์ไทยรัฐ ชายชราวัย 60 ปี ตัดสินแขวนคอตายบริเวณนั้น พร้อมใส่เสื้อยึดสีดำ ด้านหลังชองเสื้อมีข้อความประโยคหนึ่งของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือศรีบูรพา หนึ่งในนักเขียนคนสำคัญของสังคมไทย ที่เขียนว่า

 

“อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านแรงมหาประชาชน”

 

ส่วนด้านหน้าเป็นบทกวีของ รวี โดมพระจันทร์ ที่ว่า
“ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
หรือทนคลื่นกระแสเรา
แผ่นดินมีหินชาติ
ที่ดาดาษความโฉดเขลา
ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา
ประโยชน์เข้าเฉพาะตน”

 

เขาใส่เสื้อดำตัวนี้ในวันที่แขวนคอ พร้อมกับทิ้งจดหมายลาตายที่เขียนด้วยลายมือตัวเองไว้หนึ่งฉบับ

 

ประโยคแรกในจดหมายฉบับนั้นเขียนไว้ว่า

 

“สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่กระผมทำการพลีชีพเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเองเพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรกก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค. ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”

 

นั่นคือคำพูดของชายชราที่ก่อนหน้านี้เขาตัดสินใจฆ่าตัวตายโดยการขับรถแท็กซี่ชนกับรถถัง แต่ถึงที่สุดการกระทำครั้งนั้นมอบผลลัพธ์ให้เขาได้เพียงแค่ บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก เขาเคยบอกว่าหลังจากที่รักษาตัวเสร็จจะกลับมาทำมาหากินขับรถแท็กซี่อีกครั้ง และจะไม่ก่อวีรกรรมอีก แต่กลับพบคำให้สัมภาษณ์สื่อของรองโฆษก คปค. เสียก่อน…

 

สำหรับผมนี่คือสิ่งที่ยืนยันว่า การฆ่าตัวตายไม่ใช่เรื่องขี้ขลาด แต่มันคือความกล้าหาญเสียมากกว่า ไม่รู้ว่ามาจนถึงวันนี้ผ่านไปแล้ว 10 ปี ยังมีใครจดจำชายที่ชื่อ นวมทอง ได้อยู่ไหม เพราะในสังคมที่ปกครองโดยผู้นำเผด็จการ บางความตายมักถูกกลบฝังให้หลงลืม โดยเฉพาะกับความตายของสามัญชน

 

และช่วงสุดท้ายของจดหมายลาตายของนวมทอง เขาเขียนเอาไว้ว่า “สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก” ผมรู้สึกแปลกๆ บอกไม่ถูกอยู่เหมือนกัน ที่ผ่านมาแล้ว 10 ปี เราติดอยู่กับปัญหาเดิมๆ โดยที่ไม่ก้าวหน้าไปไหนเลย ซ้ำหนักเรากำลังถอยหลังไปไกล ไกลเสียจนเราไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย หรือทั้งหมดนี้คือร่องรอยแห้งเหือดในหัวใจของผู้ปกครอง

 

ปณิธาน เมฆาวงษ์
หนึ่งในสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่

 

31 ตุลาคม 2559

democracymovement